เก็บตกจากการเข้าร่วมรับฟังบรรยายพิเศษ “เทคนิคการเขียนบทความให้ได้รับการตีพิมพ์ระดับนานาชาติ” คืออะไร? …เรื่องที่ฟังดูไกลตัว และบางทีก็ชวนถอดใจตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเขียน

 

นี่อาจเป็นคำถามที่วนเวียนอยู่ในใจของนักวิจัยจำนวนมาก ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มต้น หรือทำวิจัยมานานแต่ยังไม่เคยมีผลงานในวารสารระดับนานาชาติเลยสักครั้ง

 

เมื่อวันเสาร์ที่ 15 พย. 2568 ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ฟังการบรรยายของท่าน ศ. ดร. ปรัชญนันท์ นิลสุข ผู้มากประสบการณ์ในการตีพิมพ์บทความในวารสารวิชาการมา ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งคำอธิบายของท่าน ทำให้ “ทลายกำแพงทางความคิด” หลายอย่างที่เคยเชื่อมาตลอดเกี่ยวกับการตีพิมพ์ระดับนานาชาติ

 

สิ่งแรกที่ท่านได้พูดถึง อย่าเพิ่งเอาคำว่า “ภาษาอังกฤษ” มาเป็นอุปสรรคตั้งแต่ต้น เพราะตัวท่านเองยังเริ่มจากการเขียนบทความเป็นภาษาไทย แล้วจึงทำงานร่วมกับทีมเพื่อแปล จัดรูปแบบ และตรวจสอบให้อยู่ในมาตรฐานของวารสารนานาชาติในภายหลัง เพราะฉะนั้น ความท้าทายที่แท้จริงของการตีพิมพ์ ไม่ใช่เรื่องของภาษา…แต่คือเรื่องของ “วิธีคิด” และ “กระบวนการที่ถูกต้อง” ที่สามารถ“สื่อสารสิ่งที่เราค้นพบให้โลกเข้าใจ” ให้ชัดเจน ตรงประเด็น และมีคุณค่า

 

นอกจากนี้ท่านได้สะท้อนปัญหาและความเข้าใจผิดที่นักวิจัยมือใหม่มักทำพลาดกันบ่อยๆ และแนะนำแนวทางของการตีพิมพ์ออกมา 10 ข้อ ดังต่อไปนี้

 

1. “ชื่อเรื่อง” ของบทความ หลายคนเอาชื่อวิทยานิพนธ์มาใช้ทั้งยวง หรือเขียนยาวเกินไปจนไม่มีโฟกัส ทั้งที่ในวารสารระดับโลก เขาให้ความสำคัญกับ “ความกระชับ” และ “ความน่าสนใจ” เป็นอย่างมาก เพราะชื่อเรื่องคือสิ่งแรกที่บรรณาธิการใช้ตัดสินใจว่า บทความนี้ควรอ่านต่อหรือไม่

2. “คำสำคัญ (keywords)” ซึ่งมีผลอย่างมากต่อการค้นเจอของบทความในฐานข้อมูลระดับโลก เช่น Scopus หรือ Web of Science หากเลือกใช้คำที่จำกัดเฉพาะประเทศ เช่น “มัธยมศึกษาปีที่ 6” หรือ “โรงเรียนวัด…” บทความนั้นแทบไม่มีทางถูกค้นเจอเลย สิ่งที่ควรทำคือ ต้องติดตามว่า “เทรนด์คำสำคัญ” ที่ใช้กันในวงการตอนนี้คืออะไร แล้วเลือกใช้คำที่สากล มีนัยสำคัญทางวิชาการ และเชื่อมโยงกับศาสตร์ที่เราศึกษา

3. “บทคัดย่อ” ก็เป็นอีกจุดที่หลายคนมองข้าม วารสารชั้นนำไม่ได้มองหาแค่สถิติหรือผลลัพธ์ที่ดี แต่เขาต้องการเห็นว่า งานวิจัยนี้ “สร้างองค์ความรู้ใหม่” อะไรบ้าง ซึ่งไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ระดับโลก แต่อย่างน้อยต้องมีคุณค่าในเชิงแนวคิด เช่น กรอบการวิเคราะห์ใหม่ วิธีการวัดผลที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือการประยุกต์สิ่งเดิมในบริบทใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีใครทำมาก่อน

4. “บทนำ” ซึ่งไม่ได้มีหน้าที่แค่เล่าให้รู้ว่างานนี้เกี่ยวกับอะไร แต่ต้องชี้ให้เห็นด้วยว่า ปัญหานี้สำคัญในระดับโลกอย่างไร การเขียนบทนำที่ดีควรอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือในระดับสากล เช่น UNESCO, UN หรือ OECD ไม่ใช่อ้างแค่จากรายงานในประเทศเท่านั้น เพราะสิ่งที่วารสารต้องการคือความเชื่อมโยงของงานเรากับ Global issue ที่วงการวิชาการกำลังให้ความสนใจอยู่

5. “ระเบียบวิธีวิจัย” หลายคนมักคิดว่า ถ้าออกแบบให้ซับซ้อน มีเทคนิคขั้นสูง จะทำให้บทความดูดี มีโอกาสผ่านสูง แต่ในความเป็นจริง วารสารนานาชาติให้ความสำคัญกับความ โปร่งใสและตรวจสอบได้ มากกว่าความซับซ้อน งานที่เขียน methodology แบบเรียบง่าย แต่ครบถ้วน มีเหตุผลชัดเจน และเปิดเผยกระบวนการอย่างตรงไปตรงมา กลับมีโอกาสได้รับการตอบรับมากกว่า เพราะในโลกวิชาการ สิ่งที่เราค้นพบอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบเสมอไป แต่มันต้องเป็นสิ่งที่ “เชื่อถือได้” และพร้อมให้คนอื่นนำไปต่อยอดได้อย่างมั่นใจ

6. “ผลการวิจัย” ก็เช่นกัน วารสารที่ดีไม่ได้คาดหวังว่างานของเราจะต้องออกมาสมบูรณ์แบบหรือเป็นไปตามสมมติฐานเสมอไป หากผลที่ได้ขัดแย้งกับสิ่งที่เราคาดไว้ ก็สามารถนำเสนอได้ตรง ๆ ขอแค่เราสื่อสารด้วยข้อมูลจริง แยกข้อเท็จจริงออกจากการตีความ และใช้ตารางหรือกราฟให้ช่วยอธิบายอย่างชัดเจน ไม่จำเป็นต้องตกแต่งตัวเลขให้ดูน่าสนใจ เพราะบทความที่ดี คือบทความที่ “ซื่อสัตย์กับสิ่งที่ค้นพบ”

7. “การอภิปรายผล” นั้น หลายบทความที่ถูกปฏิเสธ ไม่ใช่เพราะผลไม่ดี แต่เพราะขาดการเชื่อมโยงกลับไปยังทฤษฎี งานวิจัยก่อนหน้า หรือไม่มีข้อเสนอเชิงนโยบายหรือข้อเสนอแนะที่นำไปใช้ต่อได้จริง การอภิปรายจึงไม่ใช่แค่สรุปสิ่งที่ค้นพบ แต่คือพื้นที่ให้เราชี้ให้เห็นว่า งานวิจัยชิ้นนี้ เติมเต็มองค์ความรู้อะไรใหม่บ้าง และมีคุณค่าอย่างไรในแง่ของการนำไปใช้

8. “การอ้างอิง” นักวิจัยหลายคนยังใช้แหล่งข้อมูลที่ไม่เหมาะสม เช่น เว็บไซต์ทั่วไป หรือบทความที่ไม่มีมาตรฐานทางวิชาการ หากอยากตีพิมพ์ในวารสารระดับ Q1 หรือ Q2 เราควรอ้างอิงจากบทความในฐานข้อมูลที่ยอมรับกันในระดับสากล เช่น Scopus หรือ Web of Science และควรใช้โปรแกรมจัดการบรรณานุกรมอย่าง EndNote, Zotero หรือ Mendeley เพื่อจัดระเบียบให้ถูกต้องตามรูปแบบของวารสาร เพราะแม้แต่เรื่องเล็กน้อยอย่างการวางจุลภาคหรือการเรียงลำดับ ก็อาจกลายเป็นเหตุให้บทความถูกตีกลับได้ การอ้างอิงควรครอบคลุมทั้งงานพื้นฐานและงานร่วมสมัย (ในช่วง 5–10 ปีหลังสุด) เพื่อสะท้อนความเข้าใจทั้งเชิงลึกและเชิงกว้างของผู้วิจัย

9. “ผู้แต่งและผู้ร่วมวิจัย (Authorship)” ชื่อผู้แต่งต้องถูกต้องตามหลักจริยธรรมทางวิชาการ: First Author: ผู้ทำงานหลัก Co-Author: ที่ปรึกษาหรือผู้ร่วมให้คำแนะนำ Corresponding Author: ผู้รับผิดชอบการติดต่อกับวารสาร กรณีนักศึกษา ต้องมีชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาร่วมด้วยเสมอ และควรมีรหัสประจำตัวนักวิจัย เช่น ORCID เพื่อยืนยันผลงาน นักวิจัยไทยจำนวนไม่น้อยยังคง “ทำวิจัยคนเดียว” ด้วยความเคยชิน ทั้งที่ในต่างประเทศ งานวิจัยที่แข็งแรงมักเกิดจากความร่วมมือของทีมขนาดเล็กอย่างน้อย 5–7 คน ซึ่งช่วยกันวิเคราะห์ ตรวจทาน เสริมจุดแข็ง และเปิดโอกาสให้งานวิจัยนั้นมีมุมมองรอบด้านมากขึ้น การมีผู้เขียนร่วมที่หลากหลาย ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือและโอกาสในการเผยแพร่ไปยังเครือข่ายนานาชาติด้วย

10. “การเลือกวารสาร” นักวิจัยจำนวนไม่น้อยใช้วิธีเดิมคือเลือกวารสารจากชื่อ หรืออันดับ Q1/Q2 โดยไม่เคยศึกษารายละเอียดของวารสารนั้น ๆ อย่างถี่ถ้วน ผลก็คือบทความที่เขียนอย่างดีอาจไม่ผ่านเพราะไม่ตรง scope ของวารสาร หรือผิดรูปแบบการจัดวางที่แต่ละวารสารกำหนดไว้ชัดเจน ท่านบอกว่า “เข้าใจวารสาร” สำคัญพอ ๆ กับ “เขียนบทความให้ดี” เพราะการตีพิมพ์ระดับ Q1–Q2 ไม่ได้วัดแค่คุณภาพของเนื้อหา แต่วัด “ความเข้าใจในระบบวิชาการสากล” ด้วยเช่นกัน

กล่าวโดยสรุปของการบรรยาย ของท่านอ.ปรัชญนันท์ ที่เป็น Key takeaway ของผมเลยก็คือ “วารสารวิชาการระดับนานาชาตินั้นให้คุณค่ากับงานที่แสดงความจริงอย่างตรงไปตรงมา มีขั้นตอนที่ชัดเจน และสะท้อนความซื่อสัตย์ของผู้วิจัยอย่างแท้จริง”

 

ทั้งหมดนี้ ทำให้ผมกลับมาคิดใหม่ว่า ในท้ายที่สุด การตีพิมพ์ในระดับนานาชาติอาจไม่ใช่เรื่องง่าย…แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้

ขอแค่เราเริ่มจากความเข้าใจที่ถูกต้อง และเปลี่ยนวิธีคิดให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

บางทีมันอาจไม่ได้ยาก…เท่ากับที่เราเคยกลัวก็ได้ครับ

ศ. ดร.ปรัชญนันท์ นิลสุข เทคนิคการเขียนบทความให้ได้รับการตีพิมพ์ระดับนานาชาติ
ศ. ดร.ปรัชญนันท์ นิลสุข เทคนิคการเขียนบทความให้ได้รับการตีพิมพ์ระดับนานาชาติ

Author

  • ไกรศิลา กานนท์

    [Writer]

    เรามุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรอบรู้อย่างกว้างขวาง มีโลกทัศน์กว้างไกล เข้าใจธรรมชาติตนเอง ผู้อื่น และสังคม เป็นผู้ใฝ่รู้ สามารถคิดอย่างมีเหตุผล สามารถใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสารความหมายได้ดี มีคุณธรรม ตระหนักในคุณค่าของศิลปะและวัฒนธรรมทั้งของไทยและของประชาคมนานาชาติ สามารถนำความรู้ไปใช้ในการดำเนินชีวิตและดำรงตนอยู่ในสังคมได้เป็นอย่างดี

    View all posts นักพัฒนาการศึกษา